ท่องเที่ยวในจังหวัดน่านสไตล์คนโสด

ผมทำการ เดินทางท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆแต่นั่นก็ทำให้ผมมีความสบายใจลดความเครียดลงไปเยอะโดยการเดินทางของผมนั้นเป็นการเดินทางคนเดียวไปในทิศทางต่างๆตามใจความชอบซึ่งการเดินทางของผมในวันนี้ก็เป็นการเดินทางไปที่จังหวัดน่านเพื่อไปชม อารยธรรมต่างๆโดยมีดังนี้ 

ผมออกเดินทางเพื่อค้นหาโฮมสเตย์ในอำเภอปัว 

สำหรับนักเดินทางขาจอห์นที่เดินทางมาเพียงลำพังอย่างผมและไร้แผนการเดินทางที่แน่นอนและหลังจัดการเซิทหาโฮมสเตย์ในละแวกผมก็ได้พบกับปัวเทรนกัวล์วิสต้าโฮมสเตย์ ซึ่งชื่อที่ทำให้ลิ้นเกือบพันกันนี้ ดูจะน่าสนใจขึ้นมาทันทีเมื่อมีลาบาดอร์ สองตัวออกมาต้อนรับผมตกลงที่จะพักที่นี่ด้วยความเต็มใจไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเป็นกันเองของเจ้าบ้าน สัตว์เลี้ยงที่น่ารักและอยู่ทัดที่สวยงามเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวถึงแม้จะเป็นแค่เพียงคนเดียว 

ในค่ำคืนนี้ผมได้พูดคุยกับพี่เจ้าของบ้านและขจติดรถออกไปชมวิวทิวทัศน์ยามเย็นของปัว เมืองที่เงียบสงบราวกับหนังในอดีตในช่วงชีวิตเห็นการเดินทางที่ลงทุนด้วยเวล ดูจะทำให้นักเดินทางมือใหม่วันนี้มีจิตใจที่สมบุกสมบันขึ้นตามระยะทางที่ได้ก้าวขาออกมาเกือบทุกสถานที่ในประเทศแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นสนามเด็กเล่นให้กับคนที่ชอบสะสมความหลังอย่างผมได้เก็บเกี่ยวอดีตที่งดงามอย่างสมใจ และผมก็ได้เดินทางกลับมายังโฮมสเตย์ 

พี่เจ้าของบ้านบอกกับผมว่าสปันคือบ่อเกลือ ที่นั่นมีอากาศเย็นและสบาย ขึ้นไปบอกเกือในตอนเช้าวิ่งตรงขึ้นไป 1715 ไปประมาณ 15 นาทีก็จะถึงบ่อเกลือ แล้วต่อจากบ่อเกลือ ไปประมาณเก้ากิโลก็จะถึงสะปัน 

บ่อเกลือและหมู่บ้านสะปัน 

เช้ามืดของวันรุ่งขึ้นผมเดินทางออกจากโฮมสเตย์เพื่อตรงไปยังจุดชมวิวของวัดภูเก็ตหลายครั้งกับการตื่นเช้ามืดใน ในสถานที่อันห่างไกลเพื่อที่จะมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของวันเพราะบางอย่างนั้นมีช่วงเวลาที่สุกงอมชีวิตจึงเกิดคุณค่าที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำไม่ต่างไปจากพระอาทิตย์ที่ยังมีช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด 

แม้ในช่วงเวลาที่โรยราแต่ก็อาจจะแข็งกระด้างที่สุดในช่วงเวลาที่ชัดเจนเกินกว่าที่สายตาของคนเราจะมองเห็นได้ถนัดอย่างเช่นชีวิตของคนเราที่ในเวลาที่รุ่งโรจน์นั้นอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดหรือในเวลาที่เติบใหญ่และเต็มไปด้วยทรัพย์สินที่สะสมไว้ทั้งชีวิตก็กลับไร้ความสวยงามแตกต่างจากการวิ่งเล่นของเด็กเล็กๆดังเช่นแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่คอยอาบสายตาที่เป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เราไม่หลงทางทั้งภายในและภายนอก  

เที่ยวคนเดียวในจังหวัดน่าน

ผมเลิกโกหกตัวเองในยามเช้า ว่าต้องการจุดหมายครั้งใหม่ในการเดินทาง ทั้งที่ภายใต้จิตใจก็รู้อยู่เสมอ ว่าสิ่งที่ผมไปหานั้นคือระหว่างทาง ที่เป็นได้เกือบจะทุกความรู้สึกของปลายทาง 

ผมออกเดินทางเพื่อมาลงยังสนามบินของจังหวัดน่านเป็นช่วงเวลาสาย ที่แดดร้อนจนทำให้หลงลืมไปว่าผมอยู่ในเมืองเหนือการเดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดน่านโดยที่ไม่ได้เตรียมข้อมูลมามากมายสักเท่าไหร่การหามอเตอร์ไซค์เช่าซักคันหนึ่งก็ดูจะเป็นการตอบโจทย์กับการเดินทางในครั้งนี้ ของผมซึ่งหลังจากการซักถามพี่ยามที่สนามบินทำให้ทราบว่าร้านเช่ามอเตอร์ไซค์นั้นอยู่ห่างไปกว่า 3 กิโลเมตรผมที่เดินทางมาอย่างไม่รีบร้อนก็ทำการเดินเท้าจากสนามบินเข้ามาถึงตัวเมืองน่านและได้ทำการเช่ารถอย่างสมใจ 

สำหรับค่าเช่ารถนั้นเป็นวันละ 200 บาทกับน้ำใจของพี่ที่ร้านที่เติมน้ำมันให้ซะจนเต็มถังให้อารมณ์ที่แจ่มใสกับการเดินทางในครั้งนี้ของผมก็ไม่ไกลจากร้านเช่ารถผมก็แวะเวียนมายัง ซุ้มต้นลีลาวดีซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้า ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติน่านเป็นจุดที่หลายคนได้เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดน่านจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนและไปต่อยังวัดภูมินทร์ที่อยู่ใกล้กันคงจะพาสไม่ได้กับการเดินทางมายังวัดภูมินทร์ที่ภายในผนังของโบสถ์

 ซึ่งเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมบนกำแพงของช่างฝีมือล้านนาและหนึ่งในนั้นก็คือภาพกระซิบรักบรรลือโลกหรือในชื่อเต็มว่าผ้าปูม่านย่าม่านซึ่งเป็นภาพที่ถูกสอดแทรกไว้ทั่วทุกมุมเมืองของจังหวัดน่านทำให้หลายคน เกิดความสนใจในเอกลักษณ์ภาพนี้และสงสัยในที่มาของความหมายในภาพซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นภาพ เอกประจำวัดภูมินทร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าหาก คู่รักใดมากระซิบรักต่อหน้าภาพเขาเหล่านั้นจะได้รับความรักที่มั่นคงและชีวิตสมรสที่ยืนยาว 

ผมเริ่มออกเดินทางต่อเพื่อตรงเข้าสู่อำเภอปัวเมืองเก่าอันเงียบสงบที่อยู่ห่างไปอีกหลายกิโลเมตรผมพบกับหอศิลป์ ริมน่านในระหว่างทางจึงต้องเลี้ยวรถเข้ามาเยี่ยมชมในสถานที่แห่งนี้สักครั้งด้วยความเคยชินของเด็กที่เคยเรียนจบศิลปะมาซึ่งการที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยงานศิลปะ นั้นเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งที่ผมชอบที่จะดูงานศิลปะ

เพราะการตีความจากภาพที่แตกต่างกันในแต่ละคนและความไม่มีถูกมีผิดในงานศิลปะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลงลืมสังคมอันน่าเบื่อที่ชอบตัดสินว่าทุกอย่างจะกลายเป็นถูกหรือผิดไปซะหมด ซึ่งเป็นโลกที่หลงเหลือประตูไว้เพียงสองบานและไม่มีคำว่าจินตนาการในโลกใบนั้นอย่างเช่นโลกของศิลปะ

เที่ยวเมืองไทยต้องไปไปให้ได้

จะเห็นได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยของเรานั้นมีมากมายโดยเรานั้นเรียกว่ายังเที่ยวไม่ครบทุกที่อย่างแน่นอน และยิ่งในปัจจุบันนี้สถานที่ท่องเที่ยวก็ผุดขึ้นมามากกว่าสมัยก่อนอยู่เยอะเลย ทำให้เรานั้นแทบจะไปเที่ยวไม่หมด โดยมันมีสถานที่อีกหลายแห่งที่บางคนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือสถานที่ท่องเที่ยว และวันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องบอกว่าหากมีโอกาสที่จะเที่ยวเราควรไปสักครั้งหนึ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมีดังนี้

สวนสนบ่อแก้ว นามิเมืองไทย ไม่ต้องบินไปถึงเกาหลี

เรียกได้ว่าที่นี่เป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่เขาเลยนะ ซึ่งที่นี่นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ของอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กม.ที่ 36 ซึ่งมันจะอยู่เลยอุทยานแห่งชาติของออบหลวงไปประมาณ 22 กม.น่าจะได้ โดยเป็นพื้นที่ในการทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่างๆนั่นเอง

สำหรับกรมอุทยานแห่งชาติฯนั้นได้นำพันธุ์มาจากต่างประเทศกันเลยนะ เช่น ประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อเป็นการทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อนำมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อเป็นการนำไปปลูกบนป่าที่มีการเสื่อมสภาพที่อยู่บนดอยของทางภาคเหนือ ซึ่งต้นสนเหล่านั้นที่ได้นำมาปลูกมีอายุมากกว่า 40 ปี เพราะเป็นการปลูกในช่วงประมาณ พ.ศ.2509-2510 โดยมีจำนวนอยู่หลายพันธุ์ต้นด้วยกันและจะเห็นว่ามันนั้นเรียงรายดูสวยงาม

อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ทะเลเชียงใหม่

สำหรับห้วยตึงเฒ่านั้น คนส่วนใหญ่มักเรียกว่ามันเป็นทะเลสาบในน้ำจืด โดยมันจะเป็นอ่างเก็บน้ำในระดับปานกลาง ซึ่งที่นี่ถือได้ว่าเป็นโครงการของหมู่บ้านตัวอย่างตามพระราชดำริ และได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เป็นเขตของเหล่าทหาร โดยอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่าแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นการก่อสร้างขึ้นเพื่อตามแนวทางของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในศูนย์การเกษตรกรรมทหารฯ และราษฎรบริเวณใกล้เคียง

ข้อดีของที่นี่นั้นก็คือ เป็นรูปแบบที่เป็นทิวทัศน์อันสวยงามของอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ รวมทั้งรอบๆอ่างเก็บน้ำยังมีหาดทรายเหมือนชายทะเล ที่ทุกคนสามารถเล่นน้ำได้อีกทั้งมีบริการห่วงยาง เรือพาย จักรยานน้ำให้เช่าในราคาย่อมเยา ส่วนคนไหนที่ชอบตกปลา ก็มีซุ้มแพสำหรับตกปลาบริเวณสันเขื่อนขณะเดียวกันหลายคนยังจะได้สนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น กิจกรรมกระโดดหอ เกมโซน เพ้นท์บอล รถเอทีวี และก็เครื่องเล่นต่างๆด้านในบริเวณอ่างเก็บน้ำอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปให้ได้

สถานที่ท่องเที่ยวของบ้านเมืองเรานั้นมีเยอะมากมาย ซึ่งที่ต่างๆที่เราเคยพูดกันนั้นทุกคนอาจจะมีการคุ้นเคย ซึ่งสถานที่ที่ยังไม่ถูกพูดถึงกก็มีอยู่มากเหมือนกัน และยังเป้นสถานที่ที่น่าไปเที่ยวมากอีกด้วย สำหรับบทความเหล่านี้เราจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เราควรไปให้ได้สักครั้งหนึ่งของชีวิตเรา

สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำนั้นก็คือ

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี 

สำหรับวัดนี้เราต้องบอกว่าเป็นวัดที่มีความงดงาม ซึ่งเปรียบได้ดังกับป่าหิมพานได้เลยแหละ มีการตกแต่งโบสถ์ด้วยการแต่งเป็นภาพวาดของงานทางด้านศิลปะเป็นภาพต้นอํามฤต ซึ่งลายเหล่านั้สวยงามมาก และยังเป็นการเรืองแสงอีกด้วย ซึ่งหากมีพระอาทิตย์ตกดินเราสามารถมานั่งมองชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม ซึ่งนอกจากนั้นยังเป็นการชมวิวของแม่น้ำโขง โดยมองตรงไปจะเห็นในฝั่งที่เป็นประเทศลาวได้เลยนะ

วัดแก่งชมดาว หรือว่า หาดชมดาว จังหวัดอุบลราชธานี 

สำหรับวัดนี้จุดเด่นคือจะมีหินขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ที่มองดูคล้ายกับดวงจันทร์ เพราะที่เหล่านั้นล้วนเป็นหลุมบ่อเต็มไปหมด ซึ่งข้อดีของมันคือการมองไปนั้นจะเห็นเนินและจะเห็นผา และยังมีหาดทราย และแก่งน้ำอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปที่นั้นได้ ซึ่งหากถ่ายออกมาจะดูแลกับว่าที่นั้นมีความงดงามในรูปแบบของมัน ซึ่งการเดินทางไปเยี่ยมชมวิวควรที่จะไปเวลาเช้าๆ เพราะอากาศยามเช้าและวิว บวกกับบรรยากาศต้องบอกว่าสวย งดงาม และจะติดใจ

วัดพระบาทปู่ผาแดง จังหวัดลำปาง  

ที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามไม่แพ้กับที่อื่นเลย และต้องบอกว่าที่นั้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าวัดเฉลิมพระเกียรพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จุดเด่นของวัดเป็นเจดีย์ได้ถูกซึ่งสร้างมาจากแรงศรัทธาของชาวบ้านซึ่งความงดงามไม่ได้มีแค่นี้นะหากวันไหนที่มีหมอกปกคลุมอยู่จะเป็นพื้นที่ที่สวยอีกที่หนึ่งเลยแหละ ต้องบอกว่าเป็นจุดพักผ่อนและเป็นจุดที่ทำให้หลายคนหายเหนื่อจากการทำงานได้มากจริงๆ

หินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ 

สำหรับที่นี่ต้องบอกว่าเป็นสถานที่ประเภทที่มีหินผาที่มีรูปร่างลักษณะค่อนข้างใหญ่ ซึ่งหินเหล่านั้นจะแยกตัวออกเป้นสามก้อนด้วยกัน และรูปร่างของมันจะคล้ายคลึงกับปลาวาฬของเรานั่นเอง แปลกดีที่หินเหล่านั้นจะมีการคล้ายพ่อ แม่ ลูก ที่เป็นปลาว่ายอยู่ท่ามกลางป่าที่มีความสวยงดงาม เรื่องราวของหินเหล่านี้ถูกค้นพบและมีการคาดเดาว่าน่าจะมีอายุประมาณ 75 ล้านปีน่าจะได้ เรียกได้ว่าอยู่มายาวนานมากๆเลยเนอะ