แบกเป้เที่ยวคนเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี 

หลายคนมองว่าผมหนีอะไรมาหรือเปล่าทำไมถึงอยากมาคนเดียวจริงๆแล้วมันก็ไม่จำเป็นนะต้องหนีอะไรมาในส่วนตัวของผมคิดเพียงแต่ว่าอยากลองมาสัมผัสอะไรต่างๆที่เป็นการเป็นแบบแปลกใหม่ สำหรับการออกเดินทางเพื่อไปเที่ยวของใครบางคนเค้าอาจจะมีความคิดเห็นส่วนตัวของเขาบางอย่างคนเรามันต้องมีการเปิดมิติใหม่ของตัวเองกันบ้าง 

ถ้าไม่มีใครพาไปเปิดเราก็พาตัวเองไปเปิดเองนี่แหละก่อนออกมาเที่ยวคนเดียวแน่ผมคิดนะว่าช่วงดึกดึกมันจะต้องเหงาอย่างแน่นอนแต่ก็ลืมไปว่ายุคนี้มันก็มีโซเชียลอยู่เหมือนกันซึ่งผมจะเอาเวลาตอนไหนไปเหงาดีล่ะ 

มื้อเช้าของโฮเทลนี้เนี่ยว่าในตู้เย็นมีอะไรคุณก็สามารถเปิดเอามาทำกินได้เลยแบบนี้ก็มีด้วยถือว่าโคตรจะอินดี้เลยซึ่งบางคนเค้าก็ไม่อยากที่จะต้องการทำก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกเอาส่วนผมเป็นคนที่ง่ายแต่ทำแบบง่ายง่ายกินมันจะได้ไม่ต้องเป็นการสิ้น เปลืองเพื่อเป็นการประหยัดงบในการเที่ยวให้ผมนะเอง  

สถานีทำกระแซ 

ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของทางรถไฟสายมรณะเป็นไฮไลท์จุดที่สองที่ผมมีแพลน ไว้ระหว่างนี้รถไฟก็เดินทางผ่านสะพานข้าแม่น้ำแควไปตอนนี้ก็บรรยากาศออกจากเครื่องถึงอยู่นะนักท่องเที่ยวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นกันมากนั่งกันไม่ติดเลยก่อนมาเที่ยว ที่นี่ผมได้ทำการอ่านรีวิวของคนคนหนึ่งเค้าบอกว่าเจออาบางขายโดนัทเลิกขายถั่วแล้วหรอพอผมเจอตัวจริงผมก็รีบอุดหนุนบังเลย 

ระหว่างการเดินทางไปทำกระแซผมก็เจอหินผาที่อยู่ด้านข้างหน้าต่าง ชาวบ้านเค้าบอกกันว่าถ้าเกิดจับแล้วจะโชคดี แต่ผมก็ไม่เห็นใครจับนะผมก็เลยไม่กล้ายื่นมือที่จะออกไปจากเช่นกันเพราะบรรยากาศขึ้นครึ้มมานานก็เริ่มมีฝนปอยตกลงบรรยากาศรถไฟในตอนนี้ก็ เห็นคนมาเที่ยวอยู่นะบางคนก็มาเที่ยวคนเดียวแต่หลายคนก็มากันเป็นแบบครอบครัวส่วนผมก็เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวที่มาคนเดียวแต่ก็ไม่ใช่นักเที่ยวมือโปรอะไรนะแต่สิ่งที่ผมไม่อยากเป็นมากที่สุดก็คือนักท่องเที่ยวมือโปรนี่แหละเพราะผมนิสัยเสียที่เริ่มจะเบื่อกับอะไรที่ผม ถนัดแล้วฉะนั้นเวลานี้จะต้องเก็บเกี่ยวกับการเป็นมือใหม่ให้มากที่สุดซึ่งตอนนี้ถึงสถานีถ้ำกระแซแล้ว 

เส้นทางนี้ คือเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง 

จากประวัติเส้นทางนี้เป็นจุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟในอดีตเป็นที่พักของฉันเลยสึกเพื่อสร้างทางรถไฟจากไทยไปพม่าภายในถ้ำก็เป็นทำขนาดเล็กนะบรรดานักท่องเที่ยวก็ทยอยกันมากราบไหว้หลวงพ่อทำกระแซ จริงๆแล้วในอดีตมีความเชื่อกันว่าในถ้ำกระแซนี้เป็นที่พักของเชลยสึกในสงครามโลกครั้งที่สองด้วยนะ                

เที่ยวกาญจนบุรีด้วยงบน้อย

วันนี้ผมมีแผนไปเที่ยวกาญจนบุรี เป็นครั้งแรกที่ผมออกเดินทางแบบฉายเดี่ยว เริ่มจากการเอารถมาจอดที่ทำงานของรุ่นพี่ สำหรับผมอาจจะไปเที่ยวกานแบบคนเดียวทั้งทีมันก็ต้องลองเดินทางด้วยรถไฟ กันดูเส้นทางของการเดินทางในวันนี้คือ

สถานีธนบุรี

หลังจากหัวรถจักรมาถึงสถานีแล้ว ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงกว่ารถจะออกการนั่งรถไฟครั้งแรกของผมผมว่ามันนิ่งกว่าที่ผมคิดไว้นะลมโกรกก็มาตลอดทาง

การเดินทางคนเดียวถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผมมากนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงคิดที่จะเลิกคิดในทันทีเพราะผมเป็นคนขี้เหงามากวันวันอยู่แต่กับเพื่อนเพื่อนถ้าจะเที่ยวทั้งทีก็จะต้องเที่ยวกับเพื่อนขนาดคิดแบบนั้นพอรู้ตัวอีกทีก็ได้เดินทางมาคนเดียวแบบนี้แล้ว

อยู่ดีดีก็คิดเดินทางคนเดียวไม่ถึงอาทิตย์ผมก็เดินทางออกมาเลยจุดมุ่งหมายของผมคือการนั่งรถไฟเพื่อไปดูรถไฟวิ่งผ่านสะพานข้าแม่น้ำแคว ซึ่งผมเคยเห็นแต่ในพันทิปเท่านั้นเค้าลงรูปไว้ดูสวยดีทริปนี้ก็เลยกะว่าขอมาดูให้เห็นกับตาสักหน่อย

ผมชอบนะการเดินทางสามวันสองคืนแบบนี้ ที่เค้ามีการใช้เงินไม่ถึง 2000 ซึ่งเราเห็นในรีวิวกันจะเห็นได้ว่าค่าบนรถไฟอย่างราคาแค่ 10 บาทเอง

นั่งรถไฟเป็นเพื่อนแค่สอง 3 ชั่วโมงผมก็ถึงสถานีกาญละ บรรยากาศที่ค่อนข้างเรียบง่ายนะผมว่าการนั่งรถไฟรอบแรกสำหรับผมถือว่าฟินมากซึ่งที่นี่มีนักท่องเที่ยวฝรั่งคนไทยเยอะ

พอมาถึงผมก็นั่งดูเส้นทางที่จะไปที่พักที่ผมได้ทำการจองไว้นั้นซึ่งเป็นการนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นหากมีการเดินก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีและผมก็เลือกนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างดีกว่าก่อนที่จะเข้าไปก็ต้องหาอะไรเข้าไปกินสักหน่อยตลาดรถไฟหน้าสถานีกาญจนบุรีตลาดกำลังเพิ่งตั้งพอดี

ผมก็ได้เข้ามาถึงที่พักที่พักของผมเห็นคนรีวิวเยอะอยู่นะมันบรรยากาศดูดีมากเลยแต่พอได้มาดูด้วยตาตัวเองแล้วก็รู้สึกว่าบรรยากาศดีกว่าที่เขากำลังรีวิวอีกห้องเดียวจากชั้นบนนี่ผมมองเห็นวิวข้างล่างสวยงามมากเลย บางคนบอกว่ามาเที่ยวคนเดียวเปลี่ยวหรอบางคนก็คิดว่าหนีความวุ่นวายมาหรือเปล่าจริงๆแล้วมันก็ไม่จำเป็นนะ

การออกเดินทางไปเที่ยวคนเดียวของใครบางคนเค้าอาจจะแค่อยากไปอยู่ในมุมสงบของชีวิตหรือเค้าอาจจะไม่ต้องการสังคมในเวลานั้นแต่ถ้าเป็นตัวผมสำหรับตอนนี้คงแค่อยากหารสชาติใหม่ใหม่ของชีวิต

ท่องเที่ยวในจังหวัดน่านสไตล์คนโสด

ผมทำการ เดินทางท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆแต่นั่นก็ทำให้ผมมีความสบายใจลดความเครียดลงไปเยอะโดยการเดินทางของผมนั้นเป็นการเดินทางคนเดียวไปในทิศทางต่างๆตามใจความชอบซึ่งการเดินทางของผมในวันนี้ก็เป็นการเดินทางไปที่จังหวัดน่านเพื่อไปชม อารยธรรมต่างๆโดยมีดังนี้ 

ผมออกเดินทางเพื่อค้นหาโฮมสเตย์ในอำเภอปัว 

สำหรับนักเดินทางขาจอห์นที่เดินทางมาเพียงลำพังอย่างผมและไร้แผนการเดินทางที่แน่นอนและหลังจัดการเซิทหาโฮมสเตย์ในละแวกผมก็ได้พบกับปัวเทรนกัวล์วิสต้าโฮมสเตย์ ซึ่งชื่อที่ทำให้ลิ้นเกือบพันกันนี้ ดูจะน่าสนใจขึ้นมาทันทีเมื่อมีลาบาดอร์ สองตัวออกมาต้อนรับผมตกลงที่จะพักที่นี่ด้วยความเต็มใจไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเป็นกันเองของเจ้าบ้าน สัตว์เลี้ยงที่น่ารักและอยู่ทัดที่สวยงามเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวถึงแม้จะเป็นแค่เพียงคนเดียว 

ในค่ำคืนนี้ผมได้พูดคุยกับพี่เจ้าของบ้านและขจติดรถออกไปชมวิวทิวทัศน์ยามเย็นของปัว เมืองที่เงียบสงบราวกับหนังในอดีตในช่วงชีวิตเห็นการเดินทางที่ลงทุนด้วยเวล ดูจะทำให้นักเดินทางมือใหม่วันนี้มีจิตใจที่สมบุกสมบันขึ้นตามระยะทางที่ได้ก้าวขาออกมาเกือบทุกสถานที่ในประเทศแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นสนามเด็กเล่นให้กับคนที่ชอบสะสมความหลังอย่างผมได้เก็บเกี่ยวอดีตที่งดงามอย่างสมใจ และผมก็ได้เดินทางกลับมายังโฮมสเตย์ 

พี่เจ้าของบ้านบอกกับผมว่าสปันคือบ่อเกลือ ที่นั่นมีอากาศเย็นและสบาย ขึ้นไปบอกเกือในตอนเช้าวิ่งตรงขึ้นไป 1715 ไปประมาณ 15 นาทีก็จะถึงบ่อเกลือ แล้วต่อจากบ่อเกลือ ไปประมาณเก้ากิโลก็จะถึงสะปัน 

บ่อเกลือและหมู่บ้านสะปัน 

เช้ามืดของวันรุ่งขึ้นผมเดินทางออกจากโฮมสเตย์เพื่อตรงไปยังจุดชมวิวของวัดภูเก็ตหลายครั้งกับการตื่นเช้ามืดใน ในสถานที่อันห่างไกลเพื่อที่จะมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของวันเพราะบางอย่างนั้นมีช่วงเวลาที่สุกงอมชีวิตจึงเกิดคุณค่าที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำไม่ต่างไปจากพระอาทิตย์ที่ยังมีช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด 

แม้ในช่วงเวลาที่โรยราแต่ก็อาจจะแข็งกระด้างที่สุดในช่วงเวลาที่ชัดเจนเกินกว่าที่สายตาของคนเราจะมองเห็นได้ถนัดอย่างเช่นชีวิตของคนเราที่ในเวลาที่รุ่งโรจน์นั้นอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดหรือในเวลาที่เติบใหญ่และเต็มไปด้วยทรัพย์สินที่สะสมไว้ทั้งชีวิตก็กลับไร้ความสวยงามแตกต่างจากการวิ่งเล่นของเด็กเล็กๆดังเช่นแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่คอยอาบสายตาที่เป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เราไม่หลงทางทั้งภายในและภายนอก  

เที่ยวคนเดียวในจังหวัดน่าน

ผมเลิกโกหกตัวเองในยามเช้า ว่าต้องการจุดหมายครั้งใหม่ในการเดินทาง ทั้งที่ภายใต้จิตใจก็รู้อยู่เสมอ ว่าสิ่งที่ผมไปหานั้นคือระหว่างทาง ที่เป็นได้เกือบจะทุกความรู้สึกของปลายทาง 

ผมออกเดินทางเพื่อมาลงยังสนามบินของจังหวัดน่านเป็นช่วงเวลาสาย ที่แดดร้อนจนทำให้หลงลืมไปว่าผมอยู่ในเมืองเหนือการเดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดน่านโดยที่ไม่ได้เตรียมข้อมูลมามากมายสักเท่าไหร่การหามอเตอร์ไซค์เช่าซักคันหนึ่งก็ดูจะเป็นการตอบโจทย์กับการเดินทางในครั้งนี้ ของผมซึ่งหลังจากการซักถามพี่ยามที่สนามบินทำให้ทราบว่าร้านเช่ามอเตอร์ไซค์นั้นอยู่ห่างไปกว่า 3 กิโลเมตรผมที่เดินทางมาอย่างไม่รีบร้อนก็ทำการเดินเท้าจากสนามบินเข้ามาถึงตัวเมืองน่านและได้ทำการเช่ารถอย่างสมใจ 

สำหรับค่าเช่ารถนั้นเป็นวันละ 200 บาทกับน้ำใจของพี่ที่ร้านที่เติมน้ำมันให้ซะจนเต็มถังให้อารมณ์ที่แจ่มใสกับการเดินทางในครั้งนี้ของผมก็ไม่ไกลจากร้านเช่ารถผมก็แวะเวียนมายัง ซุ้มต้นลีลาวดีซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้า ของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติน่านเป็นจุดที่หลายคนได้เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดน่านจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนและไปต่อยังวัดภูมินทร์ที่อยู่ใกล้กันคงจะพาสไม่ได้กับการเดินทางมายังวัดภูมินทร์ที่ภายในผนังของโบสถ์

 ซึ่งเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมบนกำแพงของช่างฝีมือล้านนาและหนึ่งในนั้นก็คือภาพกระซิบรักบรรลือโลกหรือในชื่อเต็มว่าผ้าปูม่านย่าม่านซึ่งเป็นภาพที่ถูกสอดแทรกไว้ทั่วทุกมุมเมืองของจังหวัดน่านทำให้หลายคน เกิดความสนใจในเอกลักษณ์ภาพนี้และสงสัยในที่มาของความหมายในภาพซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นภาพ เอกประจำวัดภูมินทร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าหาก คู่รักใดมากระซิบรักต่อหน้าภาพเขาเหล่านั้นจะได้รับความรักที่มั่นคงและชีวิตสมรสที่ยืนยาว 

ผมเริ่มออกเดินทางต่อเพื่อตรงเข้าสู่อำเภอปัวเมืองเก่าอันเงียบสงบที่อยู่ห่างไปอีกหลายกิโลเมตรผมพบกับหอศิลป์ ริมน่านในระหว่างทางจึงต้องเลี้ยวรถเข้ามาเยี่ยมชมในสถานที่แห่งนี้สักครั้งด้วยความเคยชินของเด็กที่เคยเรียนจบศิลปะมาซึ่งการที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยงานศิลปะ นั้นเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งที่ผมชอบที่จะดูงานศิลปะ

เพราะการตีความจากภาพที่แตกต่างกันในแต่ละคนและความไม่มีถูกมีผิดในงานศิลปะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลงลืมสังคมอันน่าเบื่อที่ชอบตัดสินว่าทุกอย่างจะกลายเป็นถูกหรือผิดไปซะหมด ซึ่งเป็นโลกที่หลงเหลือประตูไว้เพียงสองบานและไม่มีคำว่าจินตนาการในโลกใบนั้นอย่างเช่นโลกของศิลปะ

เที่ยวเมืองไทยต้องไปไปให้ได้

จะเห็นได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยของเรานั้นมีมากมายโดยเรานั้นเรียกว่ายังเที่ยวไม่ครบทุกที่อย่างแน่นอน และยิ่งในปัจจุบันนี้สถานที่ท่องเที่ยวก็ผุดขึ้นมามากกว่าสมัยก่อนอยู่เยอะเลย ทำให้เรานั้นแทบจะไปเที่ยวไม่หมด โดยมันมีสถานที่อีกหลายแห่งที่บางคนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือสถานที่ท่องเที่ยว และวันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องบอกว่าหากมีโอกาสที่จะเที่ยวเราควรไปสักครั้งหนึ่ง

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมีดังนี้

สวนสนบ่อแก้ว นามิเมืองไทย ไม่ต้องบินไปถึงเกาหลี

เรียกได้ว่าที่นี่เป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่เขาเลยนะ ซึ่งที่นี่นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ของอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง กม.ที่ 36 ซึ่งมันจะอยู่เลยอุทยานแห่งชาติของออบหลวงไปประมาณ 22 กม.น่าจะได้ โดยเป็นพื้นที่ในการทดลองปลูกสนภูเขาชนิดต่างๆนั่นเอง

สำหรับกรมอุทยานแห่งชาติฯนั้นได้นำพันธุ์มาจากต่างประเทศกันเลยนะ เช่น ประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน เพื่อเป็นการทดลองหาพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อนำมาเป็นไม้เบิกนำ เพื่อเป็นการนำไปปลูกบนป่าที่มีการเสื่อมสภาพที่อยู่บนดอยของทางภาคเหนือ ซึ่งต้นสนเหล่านั้นที่ได้นำมาปลูกมีอายุมากกว่า 40 ปี เพราะเป็นการปลูกในช่วงประมาณ พ.ศ.2509-2510 โดยมีจำนวนอยู่หลายพันธุ์ต้นด้วยกันและจะเห็นว่ามันนั้นเรียงรายดูสวยงาม

อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ทะเลเชียงใหม่

สำหรับห้วยตึงเฒ่านั้น คนส่วนใหญ่มักเรียกว่ามันเป็นทะเลสาบในน้ำจืด โดยมันจะเป็นอ่างเก็บน้ำในระดับปานกลาง ซึ่งที่นี่ถือได้ว่าเป็นโครงการของหมู่บ้านตัวอย่างตามพระราชดำริ และได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เป็นเขตของเหล่าทหาร โดยอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่าแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นการก่อสร้างขึ้นเพื่อตามแนวทางของพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในศูนย์การเกษตรกรรมทหารฯ และราษฎรบริเวณใกล้เคียง

ข้อดีของที่นี่นั้นก็คือ เป็นรูปแบบที่เป็นทิวทัศน์อันสวยงามของอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ รวมทั้งรอบๆอ่างเก็บน้ำยังมีหาดทรายเหมือนชายทะเล ที่ทุกคนสามารถเล่นน้ำได้อีกทั้งมีบริการห่วงยาง เรือพาย จักรยานน้ำให้เช่าในราคาย่อมเยา ส่วนคนไหนที่ชอบตกปลา ก็มีซุ้มแพสำหรับตกปลาบริเวณสันเขื่อนขณะเดียวกันหลายคนยังจะได้สนุกสนานกับกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น กิจกรรมกระโดดหอ เกมโซน เพ้นท์บอล รถเอทีวี และก็เครื่องเล่นต่างๆด้านในบริเวณอ่างเก็บน้ำอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปให้ได้

สถานที่ท่องเที่ยวของบ้านเมืองเรานั้นมีเยอะมากมาย ซึ่งที่ต่างๆที่เราเคยพูดกันนั้นทุกคนอาจจะมีการคุ้นเคย ซึ่งสถานที่ที่ยังไม่ถูกพูดถึงกก็มีอยู่มากเหมือนกัน และยังเป้นสถานที่ที่น่าไปเที่ยวมากอีกด้วย สำหรับบทความเหล่านี้เราจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เราควรไปให้ได้สักครั้งหนึ่งของชีวิตเรา

สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำนั้นก็คือ

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว จังหวัดอุบลราชธานี 

สำหรับวัดนี้เราต้องบอกว่าเป็นวัดที่มีความงดงาม ซึ่งเปรียบได้ดังกับป่าหิมพานได้เลยแหละ มีการตกแต่งโบสถ์ด้วยการแต่งเป็นภาพวาดของงานทางด้านศิลปะเป็นภาพต้นอํามฤต ซึ่งลายเหล่านั้สวยงามมาก และยังเป็นการเรืองแสงอีกด้วย ซึ่งหากมีพระอาทิตย์ตกดินเราสามารถมานั่งมองชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม ซึ่งนอกจากนั้นยังเป็นการชมวิวของแม่น้ำโขง โดยมองตรงไปจะเห็นในฝั่งที่เป็นประเทศลาวได้เลยนะ

วัดแก่งชมดาว หรือว่า หาดชมดาว จังหวัดอุบลราชธานี 

สำหรับวัดนี้จุดเด่นคือจะมีหินขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ที่มองดูคล้ายกับดวงจันทร์ เพราะที่เหล่านั้นล้วนเป็นหลุมบ่อเต็มไปหมด ซึ่งข้อดีของมันคือการมองไปนั้นจะเห็นเนินและจะเห็นผา และยังมีหาดทราย และแก่งน้ำอีกด้วย โดยนักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปที่นั้นได้ ซึ่งหากถ่ายออกมาจะดูแลกับว่าที่นั้นมีความงดงามในรูปแบบของมัน ซึ่งการเดินทางไปเยี่ยมชมวิวควรที่จะไปเวลาเช้าๆ เพราะอากาศยามเช้าและวิว บวกกับบรรยากาศต้องบอกว่าสวย งดงาม และจะติดใจ

วัดพระบาทปู่ผาแดง จังหวัดลำปาง  

ที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามไม่แพ้กับที่อื่นเลย และต้องบอกว่าที่นั้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าวัดเฉลิมพระเกียรพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จุดเด่นของวัดเป็นเจดีย์ได้ถูกซึ่งสร้างมาจากแรงศรัทธาของชาวบ้านซึ่งความงดงามไม่ได้มีแค่นี้นะหากวันไหนที่มีหมอกปกคลุมอยู่จะเป็นพื้นที่ที่สวยอีกที่หนึ่งเลยแหละ ต้องบอกว่าเป็นจุดพักผ่อนและเป็นจุดที่ทำให้หลายคนหายเหนื่อจากการทำงานได้มากจริงๆ

หินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ 

สำหรับที่นี่ต้องบอกว่าเป็นสถานที่ประเภทที่มีหินผาที่มีรูปร่างลักษณะค่อนข้างใหญ่ ซึ่งหินเหล่านั้นจะแยกตัวออกเป้นสามก้อนด้วยกัน และรูปร่างของมันจะคล้ายคลึงกับปลาวาฬของเรานั่นเอง แปลกดีที่หินเหล่านั้นจะมีการคล้ายพ่อ แม่ ลูก ที่เป็นปลาว่ายอยู่ท่ามกลางป่าที่มีความสวยงดงาม เรื่องราวของหินเหล่านี้ถูกค้นพบและมีการคาดเดาว่าน่าจะมีอายุประมาณ 75 ล้านปีน่าจะได้ เรียกได้ว่าอยู่มายาวนานมากๆเลยเนอะ